การเต้นแอโรบิค

การเต้นแอโรบิค
         

          
 
             
   การเต้นแอโรบิก
 
            การออกกำลังกาย เป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยพัฒนาและส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านร่างกายของเด็กให้แข็งแรง เกิดความคล่องแคล่วว่องไว มีร่างกายที่แข็งแรงและช่วยพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีงาม สามารถประกอบกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีผลต่อการพัฒนาทางด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
 
             การเต้นแอโรบิค (Aerobic Exercise)  คือการออกกำลังบริหารร่างกายเพิ่มการเผาผลาญด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน โดยประยุกต์ท่ากายบริหารให้เข้ากับจังหวะดนตรีต่างๆการเต้นแอโรบิคเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับทุกคนและการเต้น แอโรบิคสำคัญสำหรับนักเพาะกายเป็นอย่างมาก การเต้นแอโรบิค นอกจากจะไม่สลายกล้ามเนื้อตามที่เข้าใจแล้ว การเต้นแอโรบิค กลับทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
 
   

การเต้นแอโรบิก มี 3 แบบ คือ

            1  Free Style
หมายถึง  การเต้นที่ไม่มีรูปแบบ นึกท่าไหนออกก็นำเสนอออกไป เหมาะกับสมาชิกที่เพิ่งเริ่มเต้นใหม่ๆ และเหมาะกับครูฝึกมือใหม่ ไม่คำนึงถึงห้องเพลง

             2  Block หมายถึงการเต้นท่าชุด ท่าที่นำมาประกอบแต่ละชุดต้องไม่ยาวเกินไป สามารถเต้นซ้ำกี่รอบก็ได้ ผู้นำเต้นต้องเตรียมท่าและออกแบบท่ามาก่อนๆที่จะนำเสนอ การเต้นแบบนี้ผู้นำเต้นต้องมีความรู้ในเรื่องของห้องเพลง มีความรู้ความเข้าใจในการนำเสนอ  และในการเต้น 1 ชั่วโมงจะมีกี่บล็อกก็ได้ ดังนั้นผู้นำควรมีความจำที่ดี ไม่เช่นนั้นจะทำให้สมาชิกสับสนและ ไม่ยอมรับ      

             3 T I F T ( Take It From the Top ) หมายถึงการเต้นที่เพิ่มท่าเข้าไปเรื่อยๆ (Add-On) การเต้นจะต้องคำนึงถึงห้องเพลง  ผู้นำเต้นต้องมีความจำดี เพราะจะต้องจำท่าตั้งแต่ท่าแรกจนถึงท่าสุดท้ายที่เต้น การเพิ่มจะค่อยๆเพิ่มท่า เข้าไปเรื่อยๆ

 
 
   
ประโยชน์ของการเต้นแอโรบิก
      การเต้นแอโรบิคอย่างเพียงพอและฝึกเป็นประจำสม่ำเสมอจะมีผลดีต่อร่างกายดังนี้

1.ระบบกล้ามเนื้อ  
         ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น สามารถเกร็งและคลายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการทำงานที่สมดุลกัน และทำให้รูปร่างสวยงามสมส่วนขึ้น เพราะว่าไขมันที่มาห่อหุ้มร่างกายอยู่ได้ถูกนำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงาน นอกจากนั้นยังจะช่วยทำให้มีการสะสมสารต้นกำเนิดพลังงานและสารที่เกี่ยวข้อง คือไกลโคลเจน เกลือแร่ ฯลฯ อีกด้วย

2.ระบบกระดูก  
         ทำให้ข้อต่อและระบบประสาทสั่งงาน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ระบบการไหลเวียนของโลหิต  
         ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น การสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น หลอดเลือดต่างๆ มีความยืดหยุ่นดีขึ้น สามารถช่วยเพิ่มประมาณและคุณภาพของเม็ดเลือดแดง นอกจากนี้ยังจะช่วยทำให้ชีพจรและความดันโลหิตกลับเข้าสู่สภาพปกติได้อีกด้วย
 
4.ระบบการหายใจ  
          ช่วยให้ทางเดินหายใจ ปอด และ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น

5.ระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย  
          ช่วยเพิ่มอัตราความเร็วของขบวนการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานของร่างกาย ช่วยทำลายเซลเสื่อมสภาพต่าง ๆ เพื่อเร่งให้ร่างกายสร้างเซลใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ นอกจากนี้ ยังช่วยระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น นอนหลับสบาย เมื่อตื่นขึ้นจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง

6.ระบบควบคุม
           ช่วยทำให้ร่างกายปรับสมดุลของระบบประสาทอัติโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อ ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนต่างๆ ออกมาอย่างเป็นปกติ

7.การทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
           ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทสำหรับผู้ที่เคร่งเครียดกับการทำงานหนัก

8.บุคลิค การเคลื่อนไหว และการจัดระเบียบร่างกาย  
           ทำให้ควบคุมร่างกายได้ดีขึ้น ร่างกายโดยรวมมีความอ่อนตัว และเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น ทำให้อารมณ์เบิกบานและจิตใจแจ่มใส มีสง่าราศี
  
9.ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟีน  
           ซึ่งก่อให้เกิดความสุข เพราะว่าขณะออกกำลังกาย อย่างมีความสุข ไร้การแข่งขัน จึงไม่มีความเครียด ซึ่งต่างกับการออกกำลังกายที่เน้นการแข่งขัน การออกกำลังกายที่เน้นการแข่งขัน ร่างกายจะหลั่งสารคนละตัว มีชื่อว่า อดีนาลีน ซึ่งตัวนี้ จะก่อให้เกิดความเครียด ผลของการออกกำลังกายจะต่างกัน รูปร่างหน้าตาจะสดใสต่างกัน
 
ขั้นตอนการเต้นแอโรบิค
           การเต้นแอโรบิค แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้
           1. อบอุ่นร่างกาย (Warm Up)  คือ ช่วงเตรียมความพร้อมประกอบด้วย การบริหารข้อต่อส่วนต่างๆของร่างกายและการยืดกล้ามเนื้อในช่วงนี้ควรจะมีชีพจรเต้นอยู่ระหว่าง 100 ครั้งต่อนาที ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
           2. แอโรบิค(Aerobic) ช่วงแอโรบิคจำเป็นต้องแบ่งความหนักเบาของกิจกรรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้เข้าร่วมจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ชีพจรขณะเต้น ประมาณ 60-80% ของชีพจรสูงสุดและจะต้องคำนึงถึงลักษณะและชนิดของการเคลื่อนไหวเป็นหลัก คือให้ทุกส่วนของร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
            3. ผ่อนคลาย (Cool Down) เป็นการบริหารกายเฉพาะส่วนและเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยเน้นที่การยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ เพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ การผ่อนคลายจะหยุดค้างในท่านั้นๆประมาณ 5-20 วินาที ส่วนชีพจรควรต่ำกว่า 100 ครั้งต่อนาที
 
 
 

 
       
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


 
 
 
 
 
 
 


                     
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
ผู้เขียน : Admin
โพสต์เมื่อ : 14 เม.ย. 2556
ป้ายกำกับ :

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

^